เอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ช่วงนี้เป็นเทศกาลสงกรานต์ ถึงแม้ภูมิอากาศโดยทั่วไป จะค่อนข้างร้อนอบอ้าวตามธรรมชาติวิสัยของเดือนเมษายน แต่ในประเทศไทยของเรา ก็มีประเพณีที่ทำให้คลายร้อนลงไปได้ง่ายๆ ด้วยการเอาน้ำมาสาดใส่กันให้ชุ่มฉ่ำเยือกเย็น เรียกว่าเป็นอุบายให้พบกับอารมณ์ "ใสใส ใจสบาย" กันได้ทั้งประเทศ นั่นคือ "ประเพณีสงกรานต์" จนชาวต่างชาติรู้สึกตื่นเต้น อยากจะรู้อยากจะเห็น และอยากสัมผัสบรรยากาศแบบนี้กับเขาบ้าง จึงได้แห่กันเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยกันเนืองแน่นเป็นประจำทุกปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีและเฟื่องฟูขึ้นมาได้ ปีละมิใช่น้อย
โปรยหัวขึ้นมาแบบนี้ ก็เห็นมีแต่เรื่องดีๆ แล้วทำไมผู้เขียนจึงยกหัวข้อว่า "เอาชีวิตเป็นเดิมพัน" ก็ขอขยายความไว้สักนิดว่า แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวัง เพราะในช่วงนี้ ผู้คนต่างก็เดินทางไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกัน โดยพร้อมใจกันออกเดินทาง ทั้งไปและกลับในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเสียด้วย จึงย่อมจะพบปัญหาทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และความเสี่ยงอันตรายนานา ที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ยิ่งหนาแน่น อุบัติเหตุก็ยิ่งมีโอกาสเกิดได้มากขึ้น ถี่ขึ้น แม้ฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้ดื่มเครืองดองของมึนเมา ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และไม่ได้ไปเฉี่ยวไปชนกับใคร แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะโดนอีกฝ่ายชนเอาจนได้ หนักหรือเบาก็อยู่ที่ว่า มีบุญคุ้มตัวอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตามสถิติก็เป็นอย่างนี้ทุกปี จนภาครัฐต้องออกมาตรการตั้งเป้า ว่าในช่วง 7 วันอันตราย อนุญาตให้ตายให้เจ็บกันได้ ปีละเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ดี แต่รู้ทั้งรู้ก็ยังเต็มใจเดินทาง ไปเพื่อสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี ณ ศาสนสถาน วัดวาอารามที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ไปเพื่อกราบเยี่ยมมารดาบิดา บุพการีและผู้มีพระคุณ ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูกตเวที หรือถ้าเป็นผู้นำครอบครัวที่จากบ้านเรือนมาเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า ก็สมควรแก่เวลาที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน เอาอะไรๆ ติดไม้ติดมือไปฝากลูกๆ หลานๆ ที่แหงนคอ รอคอยการกลับชนิดนับคืนนับวันกันเลยทีเดียว ฉะนั้น แม้จะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สมควรและน่าชื่นชมทั้งสิ้น
แต่เรื่องราวที่มีการเอาชีวิตเป็นเดิมพันเหมือนกันจนเป็นเหตุให้เกิดเทศกาลนี้ขึ้น นับเนื่องมาแต่เบื้องโบราณกาลที่ผู้เขียนเคยได้ยินได้ฟังมา เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยรู้สึกชื่นชมยินดี ซ้ำยังมีความรู้สึกติดข้องในใจมาตลอด นั่นก็คือ เรื่องของนิทาน หรือตำนานที่เกี่ยวกับวันสงกรานต์ ดังจะขออนุญาตยกมาให้อ่านกันตรงนี้.....
--------------------------------------
มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตร แต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่อยู่บ้านใกล้กัน กล่าวคำหยาบช้าต่อท่านเศรษฐีเป็นประจำ
ท่านเศรษฐี จึงกล่าวถามว่า : "เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก?"
นักเลงสุรา ตอบกลับว่า : "ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า"
ด้วยเหตุนี้ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวง ขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์ แต่รอนานถึงสามปีก็ยังมิได้บุตรดังที่ปรารถนา ครั้นเมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีก็พาบริวารไปบวงสรวง ขอบุตรจากพระไทรบ้าง พระไทรมีความเมตตาสงสารท่านเศรษฐี จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ "ธรรมบาลกุมาร เทวบุตร" ลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี
เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตรแล้ว ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทร ริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้บุตรว่า "ธรรมบาลกุมาร"
ธรรมบาลกุมาร เป็นเด็กที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งนัก สามารถเรียนจบไตรเพทเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย
ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ไปถึงท้าวกบิลพรหม ทำให้ท้าวกบิลพรหมปรารถนาที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร จึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ และถามปัญหาแก่ธรรมบาล 3 ข้อด้วยกัน คือ
ข้อที่ 1 เวลาเช้า ราศีสถิตอยู่แห่งใด
ข้อที่ 2 เวลาเที่ยง ราศีสถิตอยู่แห่งใด
ข้อที่ 3 เวลาค่ำ ราศีสถิตอยู่แห่งใด
โดยตกลงกันว่า ถ้าธรรมบาลกุมารสามารตอบปัญหา 3 ข้อนี้ได้ภายใน 7 วัน ท้าวกบิลพรหมจะตัดเศียรของพระองค์เอง บูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตน บูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน
ครั้นเวลาล่วงเลยไปถึง 6 วันแล้ว ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาจากท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนตัวที่ใต้ต้นตาลต้นหนึ่ง ซึ่งบนต้นตาลนั้น มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ นกอินทรีท้้งสอง ได้สนทนากันถึงเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้
นางนกอินทรี : "พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี"
นกอินทรีตัวผู้ : "พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยว่าพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะตัวเอง บูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้"
นางนกอินทรี : "น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างกระไร มาถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้"
นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรี จึงได้บอกถึงคำตอบของปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมาร ให้นางนกอินทรีได้ฟัง
นกอินทรีตัวผู้ : "ราศีแห่งมนุษย์นั้น จะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้า ราศีสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยง ราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องประพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำ ราศีสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"
เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้น จึงได้จดจำไว้และนำไปตอบแก่ท้าวกบิลพรหม
ด้วยเหตุนี้ ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของพระองค์เอง บูชาธรรมบาลกุมารตามข้อตกลง แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนั้นมีพิษมาก คืือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงสู่มหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรก็จะเหือดแห้งไป
ดังนั้น ท้าวกบิลพรหมจึงมีรับสั่ง เรียกธิดาทั้ง 7 นาง ให้นำเศียรของพระองค์ใส่พาน อัญเชิญไปแห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑป ถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด 365 วัน (โลกสมมุติว่าเป็น 1 ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องผลัดเปลี่ยนกัน มาอัญเชิญเศียรของท้าวกบิลพรหม ออกแห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี
เรื่องราวหรือตำนานอย่างนี้ ผู้เขียนเคยรู้เคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กแต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียดบ้างเล็กน้อย ทำนองที่ว่า ท้าวกบิลพรหม ไม่ได้มาเพื่อทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร แต่ออกแนวไปในทางอิจฉา หรือหวาดระแวง เห็นว่าธรรมบาลกุมารมีสติปัญญาเฉียบแหลมขนาดนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถ้าปล่อยให้เติบโตเจริญวัยกว่านี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า อาจกลายเป็นศัตรูหรือเสี้ยนหนามของพระองค์ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เห็นทีจะต้องหาอุบายกำจัด เพื่อ "ตัดไฟเสียแต่ต้นลม" แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาตำหนิติฉินหรือนินทาเอาได้ว่า เป็น "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก" จึงต้องแกล้งทำเนียนว่ามาถามปัญหา โดยมีกติกาที่กำหนด(เอง) ให้ทั้งสองฝ่ายต้อง "เอาชีวิตเป็นเดิมพัน" เพราะมั่นใจว่า ถึงอย่างไรพระองค์ก็ต้องชนะแน่นอน ซึ่งปัญหาอย่างนี้ กติกาอย่างนี้ ผู้เขียนเชื่อว่านอกจากผู้เขียนแล้ว ชาวโลกอีกไม่น้อย ก็คงจะยังเห็นว่าเป็นพฤติกรรมของ ผู้ใหญ่รังแกเด็ก จนต้องแพ้ภัยตัวเองอยู่ดี แม้ผู้สร้างพฤติกรรมนี้ จะยิ่งใหญ่ระดับพรหมก็ตาม
อีกประเด็นที่ติดข้องในใจของผู้เขียนตลอดมาก็คือ แม้ธรรมบาลกุมารจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเห็นปานนั้น แต่จะให้ยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรมในแง่ของความองอาจกล้าหาญ ที่กล้าสู้กับปัญหาทุกปัญหานั้น ยังไม่ได้ ด้วยว่าเมื่อถึงคราวเข้าตาจน ก็ยังคิดหนีเอาตัวรอด นี่ถ้าไม่รู้ภาษานก ก็ไม่รู้ว่าจะหลบลี้หนีหน้าใครต่อใครเตลิดไปถึงไหนแล้ว
อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/14177.html
-----------------------------------------------
เรื่องราวหรือตำนานอย่างนี้ ผู้เขียนเคยรู้เคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กแต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียดบ้างเล็กน้อย ทำนองที่ว่า ท้าวกบิลพรหม ไม่ได้มาเพื่อทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร แต่ออกแนวไปในทางอิจฉา หรือหวาดระแวง เห็นว่าธรรมบาลกุมารมีสติปัญญาเฉียบแหลมขนาดนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถ้าปล่อยให้เติบโตเจริญวัยกว่านี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า อาจกลายเป็นศัตรูหรือเสี้ยนหนามของพระองค์ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เห็นทีจะต้องหาอุบายกำจัด เพื่อ "ตัดไฟเสียแต่ต้นลม" แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาตำหนิติฉินหรือนินทาเอาได้ว่า เป็น "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก" จึงต้องแกล้งทำเนียนว่ามาถามปัญหา โดยมีกติกาที่กำหนด(เอง) ให้ทั้งสองฝ่ายต้อง "เอาชีวิตเป็นเดิมพัน" เพราะมั่นใจว่า ถึงอย่างไรพระองค์ก็ต้องชนะแน่นอน ซึ่งปัญหาอย่างนี้ กติกาอย่างนี้ ผู้เขียนเชื่อว่านอกจากผู้เขียนแล้ว ชาวโลกอีกไม่น้อย ก็คงจะยังเห็นว่าเป็นพฤติกรรมของ ผู้ใหญ่รังแกเด็ก จนต้องแพ้ภัยตัวเองอยู่ดี แม้ผู้สร้างพฤติกรรมนี้ จะยิ่งใหญ่ระดับพรหมก็ตาม
อีกประเด็นที่ติดข้องในใจของผู้เขียนตลอดมาก็คือ แม้ธรรมบาลกุมารจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเห็นปานนั้น แต่จะให้ยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรมในแง่ของความองอาจกล้าหาญ ที่กล้าสู้กับปัญหาทุกปัญหานั้น ยังไม่ได้ ด้วยว่าเมื่อถึงคราวเข้าตาจน ก็ยังคิดหนีเอาตัวรอด นี่ถ้าไม่รู้ภาษานก ก็ไม่รู้ว่าจะหลบลี้หนีหน้าใครต่อใครเตลิดไปถึงไหนแล้ว
ผู้เขียนเพิ่งจะมาเข้าใจ และซาบซึ้งถึงความรู้สึกของธรรมบาลกุมาร เอาก็ต่อเมื่อ ได้เกิดกรณี ฝ่ายที่คิดว่าอยู่ในฐานะเหนือกว่า ยกพวกรังแกอีกฝ่าย (ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดเรื่องอะไร) แล้วก็มีบางพวกที่เห็นผู้ถูกรังแกหายหน้าไป ก็ออกมาให้ความเห็นค่อนขอดในทำนองที่ว่า "ไม่ผิดจะกลัวอะไร" ก็เลยฉุกใจคิดได้ว่า จริงสินะ เรื่องราวในนิทานเรื่องนี้ ธรรมบาลกุมารก็ไม่เห็นได้ทำอะไรผิด แค่ฉลาดเกินไปหน่อยเท่านั้น ทำไมถึงจะต้องถูกลากเข้าไปเดิมพันด้วยชีวิตกันถึงขนาดนี้ นี่เคราะห์ดีที่ได้ความสามารถพิเศษ คือรู้ภาษานกช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็เสร็จ ตายฟรีไปแล้ว
ส่วนในด้านชีวิตจริง ถ้าจะว่าไป การทำอะไรชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็นับเป็นเรื่องดีอยู่นะ ถ้าเป็นการเดิมพันด้วยชีวิต แบบที่พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านตัดสินใจวางเดิมพัน "ไม่ได้ ตายเถอะ" ในวันเข้าถึงธรรมที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ซึ่งถ้าไม่มีการเดิมพันครั้งนั้น วันนี้ อาจไม่มีพวกเราที่มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา บนเส้นทางการสร้างบารมีสายเดียวกันนี้ก็เป็นได้
และถ้าเราๆ ท่านๆ ตัดสินใจเอาชีวิตเป็นเดิมพัน "ตายเป็นตาย" เพื่อการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมอย่างหลวงปู่ท่านบ้าง ก็คงเป็นเรื่องน่าอนุโมทนา และเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเองอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จสูงสุดจากการเดิมพันนี้ เป็นอานิสงส์ที่ใครๆ ก็ปรารถนา รวมถึง "ใครบางคน" ที่ตั้งตาเฝ้ารอ และวาดหวังเอาไว้นานแสนนาน จึงได้เพียรพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ตั้งใจทำให้สำเร็จให้จงได้ โดยให้เริ่มที่การวางใจ ให้ "ใสๆ เบาๆ สบายๆ" เป็นเบื้องต้นเสมอมา.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น