มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร???
ย้อนหลังจากวันนี้ไป 43 ปีเศษ คือในปี พ.ศ.2518
ผู้เขียนได้มีโอกาสมาศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันสมัยนั้นในชื่อว่า "ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม"
บนเนื้อที่ 196 ไร่ ติดคลองสาม อำเภอคลองหลวง
จังหวัดปทุมธานี เพราะเหตุที่คนข้างกาย ซึ่งมีอาชีพรับราชการครู
เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง
ได้ร่วมกับคณะครู-อาจารย์ในโรงเรียน นำต้นไม้คนละต้นสองต้น
มาช่วยกันปลูกในศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมแห่งนี้
เพื่อให้มีร่มเงาที่ร่มรื่นสำหรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรม เพราะตอนนั้น
สถานที่แห่งนี้ยังมีสภาพเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง
เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นการสถาปนามาได้เพียง 5 ปี
เมื่อกลับถึงบ้านเย็นวันนั้น
เธอก็เอาหนังสือหลายเล่มที่ได้จากศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้มาให้ผู้เขียนอ่าน
ซึ่งมีทั้งหนังสือธรรมะ วิธีฝึกสมาธิตามแนววิชชาธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณ
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญได้ค้นพบ และหนังสือที่นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ
ซึ่งบรรพชาอุปสมบทเข้ามา ในโครงการอบรม "ธรรมทายาท"
บรรยายถึงประสบการณ์ภายในจากการปฏิบัติธรรม และความประทับใจที่มีต่อโครงการอบรมที่ตนได้เข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง
ซึ่งพออ่านจบ ผู้เขียนก็บอกตนเองได้ว่า นี่แหละ "ใช่เลย"
สถานที่ปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่แสวงหามานานแสนนาน
และไม่กี่วันหลังจากนั้น
เราสองคนก็เริ่มต้นมาปฏิบัติธรรมที่ศูนย์พุุทธจักรปฏิบัติธรรมแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดมา
จากครอบครัวที่มีกันเพียง 2 คน ก็ขยับขยายมีทายาทเพิ่มขึ้น
ชาย 1 หญิง 1 รวมเป็น 4 คน จากศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ก็กลายมาเป็น "วัดพระธรรมกาย" อันสง่างาม
มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ไพศาล กว้างไกล เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แต่อุดมการณ์ที่ว่า
"จะสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้
และสร้างคนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ" ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
จากวันนั้นถึงวันนี้ 43 ปีเศษ
เท่ากับอายุของลูกชายคนโต ทุกคนในครอบครัวล้วนมีความสุข รักใคร่ปรองดอง
และยังมาวัดปฏิบัติธรรม บำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด
ทั้งไม่เคยมีความเคลือบแคลงสงสัยในข้อครหาใดๆ ที่สังคมมีให้แก่วัดพระธรรมกาย เพราะ
"ศีล รู้ได้ด้วยการอยู่ร่วม" ผู้ที่ไม่เคยอยู่ร่วม
ไม่เคยมาสัมผัสกับวัดพระธรรมกายด้วยตนเอง ย่อมไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ทำไม? คนวัดพระธรรมกายจึงรักวัด รักครูบาอาจารย์ของเขาเหลือเกิน
อยากรู้ไหม? ถ้าอยากรู้ ลองสละเวลา วางความเคลือบแคลงสงสัยที่เคยมีจากการฟังคำคนอื่นไว้ชั่วคราว
สวมเสื้อสีขาวๆ แล้วเข้ามาสัมผัสด้วยตนเองสักครั้ง จะมาเมื่อไหร่
ไม่ต้องบอกใครก็ได้ แล้วจะพบว่า หมู่คณะของเราที่วัด
มีรอยยิ้มและความปรารถนาดีจากใจ ที่พร้อมจะมอบให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่านตลอดเวลา
ไม่แน่นะ อาจจะมีอะไรที่ "โดนใจ" จนมีความรู้สึกว่า ที่นี่แหละ "ใช่เลย"
สำหรับท่าน เหมือนผู้เขียนก็ได้
ขอจบบทความในวันนี้ไว้ ด้วยถ้อยคำสั้นๆ
ที่เป็นความปรารถนาให้ทุกท่าน ได้อารมณ์ "ใสๆ ใจสบาย" กันให้ได้ตลอดเวลา,
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น