วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561

วันคุ้มครองโลก




        วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day

ใน วันคุ้มครองโลก นี้ได้กล่าวถึงความเป็นมาของ วันคุ้มครองโลก และธรรมคุ้มครองโลกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้แก่ชาวโลก
---------------------
วันที่ 22 เมษายน ของทุกปี ที่เรารู้จักกันดี ว่าเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day นับเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งของบรรดานักอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ที่ได้ร่วมกันรณรงค์ เรียกร้องให้ชาวโลกห่วงใยภาวะแวดล้อมของโลกให้มากขึ้น จนประสบความสำเร็จ ได้มีการสถาปนาวันคุ้มครองโลกนี้ขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2513 หรือเมื่อ 48 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากโลกมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน อันเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในบรรยากาศ รวมทั้งสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนซึ่งเป็นตัวการทำลายสภาพโอโซน ก็ก่อให้เกิดการสะสมความร้อนมากขึ้นในชั้นบรรยากาศ จึงมีการรวมพลังเพื่ออนุรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกให้อยู่ในภาวะเหมาะสมทั้งสภาพป่า แหล่งน้ำ พืชพรรณและทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ให้เป็นมรดกตกทอดถึงเยาวชนคนรุ่นต่อๆ ไปอีกนานแสนนาน

อย่างไรก็ตาม หลักการและวิธีการทางโลก จะรณรงค์กันอย่างจริงจังเพียงใด ถ้าจิตสำนึกของคนยังปนกับกิเลส ตราบใดที่ยังไม่สามารถจัดการกับต้นเหตุคือกิเลสในใจคนแล้ว ความสำเร็จก็ย่อมเกิดขึ้นได้ยากเต็มที

          เป็นที่น่าสังเกตว่า วัดพระธรรมกาย ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นในปีเดียวกัน คือเมื่อวันที่ 20 กุมภาพ้นธุ์ พ.ศ.2513 ครบรอบ 48 ปีในปีนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสถาบันพระพุทธศาสนา มีคำสอนขององค์พระบรมศาสดา ที่สามารถใช้เป็นคาถา มาสนับสนุนการคุ้มครองโลกได้อย่างดี เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่เนื่องด้วยกิเลสจากภายในได้เป็นอย่างดี เช่น

          “โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา  - เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” เพราะถ้าคนเรามีเมตตาต่อผู้คนและสรรพสัตว์เป็นปกติวิสัยเสียแล้ว โลกก็ย่อมสงบเย็นลงทันตาเห็นเลยทีเดียว เพราะจะทำลายสิ่งแวดล้อม ก็สงสารหมู่สัตว์ จะเอารัดเอาเปรียบใคร ก็เห็นใจผู้คน

นอกจากความเมตตา ในทางพระพุทธศาสนายังมีหัวข้อธรรม ที่ว่า “หิริ โอตตัปปะ - ความละอายต่อการทำความชั่ว เกรงกลัวต่อผลของบาป” ที่มีชื่อเรียกว่า “เทวธรรม - ธรรมของเทวดาบ้าง หรือ “ธรรมอันเป็นโลกบาล - ธรรมคุ้มครองโลกบ้าง ซึ่งถ้าปลูกฝังให้คนเรามีความละอายที่จะทำชั่ว และกลัวต่อผลของบาปที่ตนกระทำไว้ จะกลับมาส่งผลแก่ตนเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้แล้ว โลกก็ย่อมจะปลอดภัยจากกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ไปได้อีกไม่น้อย

จะว่าไป ถ้าความเมตตา เปรียบได้กับ “ทาน

การละเว้นจากการทำชั่วเพราะ “อาย หรือ กลัว” การทำบาป ก็น่าจะเปรียบได้กับ “ศีล

ส่วนมาตรการคุ้มครองโลก ด้วยการทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ คงไม่พ้นการทำสมาธิ “ภาวนาตามอย่างพระพุทธองค์ ที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ด้วยการบำเพ็ญภาวนา ณ โพธิบัลลังก์ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธกาล 45 ปีนั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี พ.ศ.2538 ผู้แทนมูลนิธิธรรมกาย ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ได้นำข้อเสนอสู่ที่ประชุมผู้แทนองค์กรพุทธศาสนาทั่วโลก ขอให้วันที่ 22 เมษายน ซึ่งเป็นวันคุ้มครองโลก นั้น ชาวพุทธทั่วโลกน่าจะจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเจริญสมาธิ (Meditation) ภาวนา เพื่อกลั่นจิตกลั่นใจให้ใส อันจะเป็นการคุ้มครองโลกได้อย่างถาวร โดยใช้คำขวัญว่า "Clean the World Clean the Mind" พร้อมกับนำสาส์นจาก หลวงพ่อธัมมชโย เชิญชวนชาวพุทธจัดกิจกรรมใน วันคุ้มครองโลก ไปมอบให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมด้วย


เราทุกคนควรเห็นความสำคัญของการสร้างสันติภาพภายในใจด้วยวิธีการทำสมาธิ
เพราะเมื่อสันติภาพเกิดขึ้นในใจของมนุษย์ทุกคนแล้ว การสร้างสันติภาพให้กับโลกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
วันคุ้มครองโลก Earth Day
          ในครั้งนั้น ผู้แทนชาวพุทธทั่วโลก ได้อภิปรายในประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวางและในที่สุดสมาชิกองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้พร้อมใจกัน มีมติเอกฉันท์ให้วันคุ้มครองโลกเป็นวันที่ชาวพุทธจะได้จัดกิจกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรักษาใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ โดยการจัดกิจกรรม ทำความสะอาดศาสนสถาน และการเจริญสมาธิภาวนา กลั่นจิตกลั่นใจให้ใสควบคู่กันไป

          บัดนี้ 22 เมษายน พ.ศ.2561 วันคุ้มครองโลกได้เวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว เรามาร่วมกันทำใจหยุดใจนิ่ง “หยุด เป็นตัวสำเร็จ” เพื่อคุ้มครองโลกของเราให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน จากบรรยากาศของความตึงเครียดด้วยกระแสแห่งภัยสงครามในหลายภาคส่วนของโลกใบนี้ แล้วมาร่วมพิธีตอกเสาเข็มต้นแรก เกาะแก้วเจดีย์สวรรค์ พร้อมย่ำระฆัง ชิตังเม สวดธรรมจักร ครบ 466,666,666 จบ ณ วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย ในวันคล้ายวันเกิดของ ใครคนหนึ่ง ที่อยู่ในหัวใจทุกคน เพื่อให้ได้อารมณ์ “ใสใส ใจสบาย” ทั่วกัน.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คลังปัญญาไทย
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
    

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

อัจฉริยภาพ

 อัจฉริยภาพ        


         วันนี้ ผู้เขียนอยากจะนำเรื่องที่เกี่ยวกับอัจฉริยภาพบางประการของใครคนหนึ่ง ที่คิดว่าหาไม่ได้ง่ายๆ ในบุคคลทั่วไป มาให้ได้อ่านกันพอสังเขปนะครับ

ที่มีอารมณ์อยากเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่ามีเงื่อนเวลาที่สอดคล้องกับเรื่องนี้พอดี สอดคล้องกันอย่างไร ขออุบเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

ตามธรรมดา คนเรานั้น กว่าจะมีความรู้ความสามารถด้านใดด้านหนึ่งขึ้นมาได้ ก็มักจะต้องมีพื้นฐานจากการศึกษาเล่าเรียนมาตั้งแต่ระดับต้นๆ แล้วก็ฝึกฝนต่อมาจนเชี่ยวชาญ แต่ถ้าใครสักคนที่ไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาก่อน แล้วเกิดทำสิ่งนั้นได้ดี ราวกับเคยฝึกฝนมานานแสนนานแล้ว ก็คงไม่ผิดนัก ถ้าจะเรียกผู้นั้นว่าเป็นอัจฉริยบุคคลได้ผู้หนึ่ง

อย่างเรื่องการปั้น ถึงแม้เราๆ ท่านๆ อาจจะเคยปั้นหุ่น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาด้วยดินเหนียวพอให้เลอะบ้านกันมาบ้าง แต่อยู่ๆ จะให้มาปั้นรูปเหมือนของใครสักคน ก็อาจถึงขั้นกุมขมับ เพราะแค่ปั้นให้แลดูคล้ายคนได้ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่จะให้ถึงกับ เหมือน ใครคนใดคนหนึ่งด้วย เห็นทีจะยอมแพ้ดีกว่า แต่เชื่อไหมว่า “ใครคนนั้น” สามารถปั้นรูปเหมือนของ พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ให้เป็นองค์ต้นแบบในการหล่อรูปเหมือนด้วยทองคำ เพื่อประดิษฐานไว้ ณ อนุสรณ์สถาน พระผู้ปราบมาร แห่งต่างๆ ถึง 8 องค์ ชนิดที่เหมือนองค์หลวงปู่จริงๆ ราวกับเป็นช่างปั้นผู้ชำนาญ โดยไม่เคยเรียนรู้ด้านประติมากรรมจากสถาบันใดๆ มาก่อนเลย

ครั้นเมื่อมีใครถาม ว่าปั้นเหมือนองค์ของหลวงปู่ที่มีชีวิตจริงๆ ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยเรียนด้านนี้มาก่อน ก็มักจะได้รับคำตอบในทำนองที่ว่า

“เห็นตรงไหนยังแหว่งอยู่ ก็เติมเข้าไป เห็นตรงไหนมากเกินไป ก็ขูดออก แค่นั้นเอง”



          จากอัจฉริยภาพด้านประติมากรรม ลองมาดูทางด้านจิตรกรรม การเขียนภาพลายเส้นกันบ้าง ดังภาพที่นำมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง

           นี่คือภาพดอกกุหลาบ พร้อมลายเซ็น บนหน้าปกหนังสือง่าย... แต่.. ลึก !!!
        
            หนังสือรวมบทนำนั่งสมาธิ ที่ใครคนนั้นสอนไว้ และเมตตาตั้งชื่อหนังสือให้ด้วย เพื่อตอกย้ำแก่ลูกๆ ว่า “ธรรมะอันลึกซึ้งนั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ขอให้ลูกๆ ทั้งหลายจงพากเพียรกันต่อไปเถิด”  และที่พิเศษยิ่งกว่านั้น คือลายเซ็นและดอกกุหลาบแสนสวย ที่ท่านจัดให้โดยมิได้ร้องขอ

          ซึ่งถ้าใครสังเกตที่ภาพดอกกุหลาบให้ดีๆ จะเห็นว่าการวาดภาพกุหลาบดอกนี้ เริ่มต้นด้วยการเขียนจากจุดกึ่งกลางดอก แล้ววนกว้างขึ้น เหมือนกลีบกุหลาบค่อยๆ ขยาย คลี่บานทีละน้อย จากนั้นก็ลากเส้นลงเป็นใบ เป็นก้าน และจบด้วยลายเซ็นด้านล่างจากการจรดปากกาเพียงครั้งเดียว

          จากจิตรกรรมภาพลายเส้น ก็มาถึงอัจฉริยภาพด้านกวีนิพนธ์ ที่ “ใครคนนั้น” ไม่เคยศึกษา เรียนรู้ หรือฝึกฝนจากที่ใดมาก่อนเช่นกัน คือการแต่งบทกวี ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน โดยใช้นามปากกาว่า “สุนทรพ่อ” บ้าง "ตะวันธรรม" บ้าง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกๆ ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งลูกพระลูกเณร มุ่งมั่นเร่งรัดปฏิบัติให้เข้าถึงธรรม เพราะวันเวลาไม่เคยคอยใคร

                                            เราเริ่มจะหัดได้                     ไม่กี่วัน
                                  โปรดอย่าคิดขบขัน                           กระจิบจ้อย
                                  เอาเป็นว่าเข้าใจกัน                          นะลูก
                                  เพราะว่ารู้คำน้อย                            ต่ำต้อยเชิงภาษา

                                            เราใช่ชาญเชี่ยวชั้น                 เชิงกวี
                                   หัดแต่งโคลงวันที่                            สิบเก้า
                                   สองห้าสี่ศูนย์เมษนี้                          เองเฮย
                                   ใดอ่าน บ่ เข้าเค้า                            โปรดให้อภัยทาน

                                                                             "สุนทรพ่อ"
-------------------------------
           นับจากวันนั้น 19 เมษายน 2540 ถึงวันนี้ 19 เมษายน 2561 ก็ 21 ปีพอดี ลองคิดกันดูนะว่า ตอนที่ “สุนทรพ่อ” หัดแต่งโคลงได้ไม่กี่วัน ยังแต่งได้ขนาดนี้ เมื่อมาถึงวันนี้จะขนาดไหน คงไม่ต้อง “แหล่ง” กันละนิ

          อาจจะมีคำถาม ว่าเอาเรื่องเหล่านี้มาบอกมาเล่าเพื่ออะไร ก็ขอขยายว่า

         เพียงเพื่ออยากจะให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เผื่อจะฉุกใจ ได้คิดกันบ้างว่า บุคคลผู้มีอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ เพียงนี้หรือ จะมีพิษมีภัยต่อสังคม ประเทศชาติ หรือต่อบุคคลใดๆ อีกได้

          ในเมื่อตลอดระยะเวลา ทุกอนุวินาทีแห่งชีวิตของ ใครคนนั้น หากจะมีการกระทำใดที่เป็นการเสแสร้งอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นช่วงที่แกล้งทำเป็นไม่ป่วย ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบาน เอาหลักธรรมมาคุยกับลูกๆ ที่เฝ้าหน้าจอทีวีอยู่ทางบ้าน ทั้งที่ลมกำลังขึ้น โดยไม่ห่วงว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิต เพราะอุทิศแล้วเพื่อพระพุทธศาสนา และสรรพสัตว์ทั้งปวง 

         ทั้งไม่เคยคิดแสวงหาความร่ำรวยหรือความสุขใดๆ เพื่อตัวเอง เพราะถ้าคิดเช่นนั้นก็คงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ แสวงหามาเสียตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ไม่เสียสละโอกาสเหล่านั้น อุทิศทั้งชีวิตตั้งแต่เรียนจบระดับปริญญา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาอยู่ในเพศบรรพชิต ที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาต่อสรรพชีวิตตลอดมาดังที่เป็นอยู่

          ไม่เคยแม้แต่จะคิดตอบโต้ หรือกล่าวหาว่าร้ายพาดพิงถึงผู้ใด ไม่ว่าผู้นั้นจะเคยกล่าวหา ด่าทอ ตัดต่อภาพ แล้วเอาไปเผยแพร่ในสื่อต่างๆ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเพียงไร และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ยังปรารถนาที่จะให้คนทั้งโลก ได้อารมณ์ใสใส ใจสบายทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย จนได้พบกับสันติสุขภายในที่แท้จริง จะได้ "มารวมใจกันเปลี่ยนโลกใบนี้" ให้เป็นโลกที่น่าอยู่ สำหรับสรรพสัตว์ และมนุษยชาติทุกเผ่าพันธุ์ตลอดไปชั่วกาลนาน


ก่อนจบ ขอฝาก… บทกลอนท้ายเล่ม จากหนังสือ “ง่าย ... แต่ลึก .. !!!” เล่มเดียวกัน

                                              ความรู้อะไร ที่ขาดไป เธอรู้ไหม
                                     ธรรมกายไง หายไป ราวกับฝัน
                                     พญามาร กลัวรู้ทัน เลยขวางกัน
                                     ปิดเป็นชั้น ชั้นชั้นชั้น นับชั้นไม่ถ้วนเลย

                                              จนกระทั่หลวงปู่ ลงมาเกิด
                                     ทุ่มชีพเปิด หนทางด้วย หยุดนิ่งเฉย
                                     มารสะดุ้ง ทั้งภพ รบกันเลย
                                     อย่างที่เคย รบกันมา เวลานาน
                                     
                                              เวลานี้ ไม่มีใคร แพ้ชนะ
                                     แต่ธรรมะ ต้องชนะ เหมือนคำขาน
                                     แม้จะรบ กันต่อไป ชั่วกัปกาล
                                     ก็จะขอ ปราบมาร จนสูญพันธุ์

                                                             "ตะวันธรรม"      


  จากบทกลอนนี้ ได้แสดงนัยยะให้เราได้รู้แล้วมิใช่หรือ ว่า “มนุษย์กับมนุษย์ จะเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน...ก็หาไม่

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

เอาชีวิตเป็นเดิมพัน


เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

         
            ช่วงนี้เป็นเทศกาลสงกรานต์ ถึงแม้ภูมิอากาศโดยทั่วไป จะค่อนข้างร้อนอบอ้าวตามธรรมชาติวิสัยของเดือนเมษายน แต่ในประเทศไทยของเรา ก็มีประเพณีที่ทำให้คลายร้อนลงไปได้ง่ายๆ ด้วยการเอาน้ำมาสาดใส่กันให้ชุ่มฉ่ำเยือกเย็น เรียกว่าเป็นอุบายให้พบกับอารมณ์ "ใสใส ใจสบาย" กันได้ทั้งประเทศ นั่นคือ "ประเพณีสงกรานต์" จนชาวต่างชาติรู้สึกตื่นเต้น อยากจะรู้อยากจะเห็น และอยากสัมผัสบรรยากาศแบบนี้กับเขาบ้าง จึงได้แห่กันเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยกันเนืองแน่นเป็นประจำทุกปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีและเฟื่องฟูขึ้นมาได้ ปีละมิใช่น้อย

            โปรยหัวขึ้นมาแบบนี้ ก็เห็นมีแต่เรื่องดีๆ แล้วทำไมผู้เขียนจึงยกหัวข้อว่า "เอาชีวิตเป็นเดิมพัน" ก็ขอขยายความไว้สักนิดว่า แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวัง เพราะในช่วงนี้ ผู้คนต่างก็เดินทางไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกัน โดยพร้อมใจกันออกเดินทาง ทั้งไปและกลับในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเสียด้วย จึงย่อมจะพบปัญหาทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และความเสี่ยงอันตรายนานา ที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ยิ่งหนาแน่น อุบัติเหตุก็ยิ่งมีโอกาสเกิดได้มากขึ้น ถี่ขึ้น แม้ฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้ดื่มเครืองดองของมึนเมา ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และไม่ได้ไปเฉี่ยวไปชนกับใคร แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะโดนอีกฝ่ายชนเอาจนได้ หนักหรือเบาก็อยู่ที่ว่า มีบุญคุ้มตัวอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตามสถิติก็เป็นอย่างนี้ทุกปี จนภาครัฐต้องออกมาตรการตั้งเป้า ว่าในช่วง 7 วันอันตราย อนุญาตให้ตายให้เจ็บกันได้ ปีละเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ดี แต่รู้ทั้งรู้ก็ยังเต็มใจเดินทาง ไปเพื่อสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี ณ ศาสนสถาน วัดวาอารามที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ไปเพื่อกราบเยี่ยมมารดาบิดา บุพการีและผู้มีพระคุณ ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูกตเวที หรือถ้าเป็นผู้นำครอบครัวที่จากบ้านเรือนมาเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า ก็สมควรแก่เวลาที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน เอาอะไรๆ ติดไม้ติดมือไปฝากลูกๆ หลานๆ ที่แหงนคอ รอคอยการกลับชนิดนับคืนนับวันกันเลยทีเดียว ฉะนั้น แม้จะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สมควรและน่าชื่นชมทั้งสิ้น

                       
       
              แต่เรื่องราวที่มีการเอาชีวิตเป็นเดิมพันเหมือนกันจนเป็นเหตุให้เกิดเทศกาลนี้ขึ้น นับเนื่องมาแต่เบื้องโบราณกาลที่ผู้เขียนเคยได้ยินได้ฟังมา เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยรู้สึกชื่นชมยินดี ซ้ำยังมีความรู้สึกติดข้องในใจมาตลอด นั่นก็คือ เรื่องของนิทาน หรือตำนานที่เกี่ยวกับวันสงกรานต์ ดังจะขออนุญาตยกมาให้อ่านกันตรงนี้.....

--------------------------------------

            มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตร แต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่อยู่บ้านใกล้กัน กล่าวคำหยาบช้าต่อท่านเศรษฐีเป็นประจำ

ท่านเศรษฐี จึงกล่าวถามว่า : "เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก?" 
นักเลงสุรา ตอบกลับว่า : "ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า"

           ด้วยเหตุนี้ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวง ขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์ แต่รอนานถึงสามปีก็ยังมิได้บุตรดังที่ปรารถนา ครั้นเมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีก็พาบริวารไปบวงสรวง ขอบุตรจากพระไทรบ้าง พระไทรมีความเมตตาสงสารท่านเศรษฐี จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ "ธรรมบาลกุมาร เทวบุตร" ลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

           เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตรแล้ว ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทร ริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้บุตรว่า "ธรรมบาลกุมาร" 

           ธรรมบาลกุมาร เป็นเด็กที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งนัก สามารถเรียนจบไตรเพทเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย

               ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ไปถึงท้าวกบิลพรหม ทำให้ท้าวกบิลพรหมปรารถนาที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร จึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ และถามปัญหาแก่ธรรมบาล 3 ข้อด้วยกัน คือ

               ข้อที่ 1 เวลาเช้า ราศีสถิตอยู่แห่งใด
               ข้อที่ 2 เวลาเที่ยง ราศีสถิตอยู่แห่งใด
               ข้อที่ 3 เวลาค่ำ ราศีสถิตอยู่แห่งใด

              โดยตกลงกันว่า ถ้าธรรมบาลกุมารสามารตอบปัญหา 3 ข้อนี้ได้ภายใน 7 วัน ท้าวกบิลพรหมจะตัดเศียรของพระองค์เอง บูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตน บูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน

                ครั้นเวลาล่วงเลยไปถึง 6 วันแล้ว ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาจากท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนตัวที่ใต้ต้นตาลต้นหนึ่ง ซึ่งบนต้นตาลนั้น มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ นกอินทรีท้้งสอง ได้สนทนากันถึงเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

นางนกอินทรี  : "พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี"
นกอินทรีตัวผู้"พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยว่าพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะตัวเอง บูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้"
นางนกอินทรี : "น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างกระไร มาถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้"

           นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรี จึงได้บอกถึงคำตอบของปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมาร ให้นางนกอินทรีได้ฟัง

นกอินทรีตัวผู้ : "ราศีแห่งมนุษย์นั้น จะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้า ราศีสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยง ราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องประพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำ ราศีสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"  

           เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้น จึงได้จดจำไว้และนำไปตอบแก่ท้าวกบิลพรหม

           ด้วยเหตุนี้ ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของพระองค์เอง บูชาธรรมบาลกุมารตามข้อตกลง แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนั้นมีพิษมาก คืือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงสู่มหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรก็จะเหือดแห้งไป

          ดังนั้น ท้าวกบิลพรหมจึงมีรับสั่ง เรียกธิดาทั้ง 7 นาง ให้นำเศียรของพระองค์ใส่พาน อัญเชิญไปแห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑป ถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด 365 วัน (โลกสมมุติว่าเป็น 1 ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องผลัดเปลี่ยนกัน มาอัญเชิญเศียรของท้าวกบิลพรหม ออกแห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี

อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/14177.html

-----------------------------------------------

            เรื่องราวหรือตำนานอย่างนี้ ผู้เขียนเคยรู้เคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กแต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียดบ้างเล็กน้อย ทำนองที่ว่า ท้าวกบิลพรหม ไม่ได้มาเพื่อทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร แต่ออกแนวไปในทางอิจฉา หรือหวาดระแวง เห็นว่าธรรมบาลกุมารมีสติปัญญาเฉียบแหลมขนาดนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถ้าปล่อยให้เติบโตเจริญวัยกว่านี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า อาจกลายเป็นศัตรูหรือเสี้ยนหนามของพระองค์ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เห็นทีจะต้องหาอุบายกำจัด เพื่อ "ตัดไฟเสียแต่ต้นลม" แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาตำหนิติฉินหรือนินทาเอาได้ว่า เป็น "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก" จึงต้องแกล้งทำเนียนว่ามาถามปัญหา โดยมีกติกาที่กำหนด(เอง) ให้ทั้งสองฝ่ายต้อง "เอาชีวิตเป็นเดิมพัน" เพราะมั่นใจว่า ถึงอย่างไรพระองค์ก็ต้องชนะแน่นอน ซึ่งปัญหาอย่างนี้ กติกาอย่างนี้ ผู้เขียนเชื่อว่านอกจากผู้เขียนแล้ว ชาวโลกอีกไม่น้อย ก็คงจะยังเห็นว่าเป็นพฤติกรรมของ ผู้ใหญ่รังแกเด็ก จนต้องแพ้ภัยตัวเองอยู่ดี แม้ผู้สร้างพฤติกรรมนี้ จะยิ่งใหญ่ระดับพรหมก็ตาม     

         อีกประเด็นที่ติดข้องในใจของผู้เขียนตลอดมาก็คือ แม้ธรรมบาลกุมารจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเห็นปานนั้น แต่จะให้ยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรมในแง่ของความองอาจกล้าหาญ ที่กล้าสู้กับปัญหาทุกปัญหานั้น ยังไม่ได้ ด้วยว่าเมื่อถึงคราวเข้าตาจน ก็ยังคิดหนีเอาตัวรอด นี่ถ้าไม่รู้ภาษานก ก็ไม่รู้ว่าจะหลบลี้หนีหน้าใครต่อใครเตลิดไปถึงไหนแล้ว

           ผู้เขียนเพิ่งจะมาเข้าใจ และซาบซึ้งถึงความรู้สึกของธรรมบาลกุมาร เอาก็ต่อเมื่อ ได้เกิดกรณี ฝ่ายที่คิดว่าอยู่ในฐานะเหนือกว่า ยกพวกรังแกอีกฝ่าย (ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดเรื่องอะไร) แล้วก็มีบางพวกที่เห็นผู้ถูกรังแกหายหน้าไป ก็ออกมาให้ความเห็นค่อนขอดในทำนองที่ว่า "ไม่ผิดจะกลัวอะไร" ก็เลยฉุกใจคิดได้ว่า จริงสินะ เรื่องราวในนิทานเรื่องนี้ ธรรมบาลกุมารก็ไม่เห็นได้ทำอะไรผิด แค่ฉลาดเกินไปหน่อยเท่านั้น ทำไมถึงจะต้องถูกลากเข้าไปเดิมพันด้วยชีวิตกันถึงขนาดนี้ นี่เคราะห์ดีที่ได้ความสามารถพิเศษ คือรู้ภาษานกช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็เสร็จ ตายฟรีไปแล้ว

            ส่วนในด้านชีวิตจริง ถ้าจะว่าไป การทำอะไรชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็นับเป็นเรื่องดีอยู่นะ ถ้าเป็นการเดิมพันด้วยชีวิต แบบที่พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านตัดสินใจวางเดิมพัน "ไม่ได้ ตายเถอะ" ในวันเข้าถึงธรรมที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ซึ่งถ้าไม่มีการเดิมพันครั้งนั้น วันนี้ อาจไม่มีพวกเราที่มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา บนเส้นทางการสร้างบารมีสายเดียวกันนี้ก็เป็นได้

          และถ้าเราๆ  ท่านๆ ตัดสินใจเอาชีวิตเป็นเดิมพัน "ตายเป็นตาย" เพื่อการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมอย่างหลวงปู่ท่านบ้าง ก็คงเป็นเรื่องน่าอนุโมทนา และเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเองอย่างยิ่ง เพราะความสำเร็จสูงสุดจากการเดิมพันนี้ เป็นอานิสงส์ที่ใครๆ ก็ปรารถนา รวมถึง "ใครบางคน" ที่ตั้งตาเฝ้ารอ และวาดหวังเอาไว้นานแสนนาน จึงได้เพียรพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ตั้งใจทำให้สำเร็จให้จงได้ โดยให้เริ่มที่การวางใจ ให้ "ใสๆ เบาๆ สบายๆ" เป็นเบื้องต้นเสมอมา.

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร???




มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร???

ย้อนหลังจากวันนี้ไป 43 ปีเศษ คือในปี พ.ศ.2518 ผู้เขียนได้มีโอกาสมาศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันสมัยนั้นในชื่อว่า "ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม" บนเนื้อที่ 196 ไร่ ติดคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพราะเหตุที่คนข้างกาย ซึ่งมีอาชีพรับราชการครู เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ได้ร่วมกับคณะครู-อาจารย์ในโรงเรียน นำต้นไม้คนละต้นสองต้น มาช่วยกันปลูกในศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เพื่อให้มีร่มเงาที่ร่มรื่นสำหรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรม เพราะตอนนั้น สถานที่แห่งนี้ยังมีสภาพเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นการสถาปนามาได้เพียง 5 ปี

          เมื่อกลับถึงบ้านเย็นวันนั้น เธอก็เอาหนังสือหลายเล่มที่ได้จากศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้มาให้ผู้เขียนอ่าน ซึ่งมีทั้งหนังสือธรรมะ วิธีฝึกสมาธิตามแนววิชชาธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญได้ค้นพบ และหนังสือที่นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งบรรพชาอุปสมบทเข้ามา ในโครงการอบรม "ธรรมทายาท" บรรยายถึงประสบการณ์ภายในจากการปฏิบัติธรรม และความประทับใจที่มีต่อโครงการอบรมที่ตนได้เข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งพออ่านจบ ผู้เขียนก็บอกตนเองได้ว่า นี่แหละ "ใช่เลย" สถานที่ปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่แสวงหามานานแสนนาน และไม่กี่วันหลังจากนั้น เราสองคนก็เริ่มต้นมาปฏิบัติธรรมที่ศูนย์พุุทธจักรปฏิบัติธรรมแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดมา
   
          จากครอบครัวที่มีกันเพียง 2 คน ก็ขยับขยายมีทายาทเพิ่มขึ้น ชาย 1 หญิง 1 รวมเป็น 4 คน จากศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ก็กลายมาเป็น "วัดพระธรรมกาย" อันสง่างาม มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ไพศาล กว้างไกล เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แต่อุดมการณ์ที่ว่า "จะสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ และสร้างคนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ" ไม่เคยเปลี่ยนแปลง 


          จากวันนั้นถึงวันนี้ 43 ปีเศษ เท่ากับอายุของลูกชายคนโต ทุกคนในครอบครัวล้วนมีความสุข รักใคร่ปรองดอง และยังมาวัดปฏิบัติธรรม บำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด ทั้งไม่เคยมีความเคลือบแคลงสงสัยในข้อครหาใดๆ ที่สังคมมีให้แก่วัดพระธรรมกาย เพราะ "ศีล รู้ได้ด้วยการอยู่ร่วม" ผู้ที่ไม่เคยอยู่ร่วม ไม่เคยมาสัมผัสกับวัดพระธรรมกายด้วยตนเอง ย่อมไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ทำไม? คนวัดพระธรรมกายจึงรักวัด รักครูบาอาจารย์ของเขาเหลือเกิน


          อยากรู้ไหม? ถ้าอยากรู้ ลองสละเวลา วางความเคลือบแคลงสงสัยที่เคยมีจากการฟังคำคนอื่นไว้ชั่วคราว สวมเสื้อสีขาวๆ แล้วเข้ามาสัมผัสด้วยตนเองสักครั้ง จะมาเมื่อไหร่ ไม่ต้องบอกใครก็ได้ แล้วจะพบว่า หมู่คณะของเราที่วัด มีรอยยิ้มและความปรารถนาดีจากใจ ที่พร้อมจะมอบให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่านตลอดเวลา ไม่แน่นะ อาจจะมีอะไรที่ "โดนใจ" จนมีความรู้สึกว่า ที่นี่แหละ "ใช่เลย" สำหรับท่าน เหมือนผู้เขียนก็ได้

ขอจบบทความในวันนี้ไว้ ด้วยถ้อยคำสั้นๆ ที่เป็นความปรารถนาให้ทุกท่าน ได้อารมณ์ "ใสๆ ใจสบาย" กันให้ได้ตลอดเวลา,


วันคุ้มครองโลก

             วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ใน   วันคุ้มครองโลก   นี้ได้กล่าวถึงความเป็นมาของ   วันคุ้มครองโลก   และธรรมคุ้มครอ...